หลังจากที่เครียดกับชีวิตมาพักใหญ่ๆ ช่วงสงกรานต์วันหยุดยาวผมเลยได้โอกาสไปพักสมองอันแสนจะสับสนของผมเสียที.......

ทริปนี้ไปเกาะล้าน หลังจากที่เคยไปเที่ยวมาแล้วหนึ่งครั้งตอนช่วงปีใหม่ ตอนนั้นต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมข้อมูลไป เลยค่อนข้างจะไม่เต็มที่เท่าไหร่กับทริปนั้น เมื่อได้บทเรียนจากทริปนั้นแล้วผมจึงเตรียมตัวและมาแก้ตัวใหม่ในทริปนี้

เช้าวันที่13เม.ย. วันที่คนอื่นเตรียมตัวสาดน้ำสงกรานต์กัน นายsiclone48 ตื่นเช้าตั้งแต่ตี5กว่าเพื่อเตรียมตัวจะไปขึ้นรถตู้ไปพัทยา ก่อนขึ้นรถก็ซื้อพวกของกินไปนิดหน่อยจะได้ไม่ต้องเสียตังไปซื้อของบนเกาะเพราะมันแพงมาก

ไปทันรถตู้เที่ยว7.00น. มีผู้โดยสารร่วมทางเกือบเต็มคัน ส่วนใหญ่ก็ไปเล่นน้ำที่พัทยากัน มี4-5คนก็จะไปเกาะล้านเหมือนกัน(สาวๆน่ารักๆกันทั้งนั้น) ประมาณ8.30ก็ถึงท่าเรือเกาะล้าน ซึ่งอยู่ที่แหลมบาลีฮาย มีป้ายPattaya city ตัวเบ้อเริ่มที่ภูเขาเป็นที่สังเกต เมื่อมาถึงแล้วผมก็รอแฟนซึ่งกำลังเดินทางมาจากจันทบุรี ลองโทรไปเช็คดูก็บอกว่ากำลังนั่งรถตู้มาเหมือนกันคงประมาณอีกสักชั่วโมงกว่าจะถึง oh no!! อีกชั่วโมงเลยหรอนานจังเลยใจร้อนอยากไปถึงเร็วง่ะT-T  ตอนนี้นักท่องเที่ยวก็เริ่มทยอยกันไปลงเรือซึ่งจะออกจากท่าประมาณ9.00โมงกัน  ต้องขอบอกก่อนว่าเรือที่จะไปเกาะล้านมีสองแบบคือเรือโดยสารขนาดใหญ่นั่งได้ประมาณ200-300คนประมาณนั้น ลำใหญ่ คนเยอะ วิ่งช้า แต่ราคาถูก คนละ30บาท กับอีกแบบคือสปีดโบ้ท รวดเร็ว ทันใจ แค่15นาทีก็ถึงเกาะแล้ว อันนี้จะแพงมาหน่อยนึงคือ150 บาท และยังมีสปีดโบ้ทเเบบเหมาลำ พาไปเที่ยวทุกหาดที่อยากไป และรอรับกลับ อันนี้คงอยู่ที่2000-3000 แล้วแต่จะต่อรองราคากัน  ระหว่างที่แฟนผมจะมาถึง ผมก็เดินเตร็ดเตร่ทั่วบริเวณขายตั๋ว จากการสังเกตส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทยที่มากันเป็นครอบครัว คู่หนุ่มสาว ส่วนชาวต่างญาติพี่คนที่ขายตั๋วบอกว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวรัสเซียมากกว่าชาติอื่น (ไม่นับชาวจีนที่จะมากันเป็นคณะทัวร์) จึงไม่น่าแปลกใจที่คนขายตั๋วจะพูดภาษารัสเซียแบบพื้นๆได้มั่ง

แฟนผมมาถึงประมาณ9.30น. ทันเรือที่จะไปเที่ยว10.00น. เราไม่รอช้าไปลงเรือกัน เราเลือกเรือธรรมดาเพราะราคาถูกกว่าสปีดโบ้ทเยอะ ช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ไปจ่ายเงินที่เรือเลย คนลงเรือกันเกือบเต็มลำแล้ว เราไม่มีที่นั่ง ก็นั่งพื้นกันอยู่ชั้นบนแถวหน้าคนขับ (คิดในใจก็ดีทำเลสวย จะเอาอะไรมากกะราคาตั๋ว30บาท) เรือวิ่งประมาณ30นาทีก็ถึงท่าหน้าบ้าน...

ผมยังไม่บอกใช่มั้ยว่าเราไม่ได้จองที่พักล่วงหน้า(555+แล้วยังไปสะเออะบอกในย่อหน้าแรกว่าเตรียมตัวอย่างดี) แต่ไม่เป็นไรผมเชื่อในสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของพวกเราสองคน ไม่รอช้าหลังจากลงเรือเราก็เดินไปสอบถามพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นถึงที่พัก...ได้คำตอบคือเต็มหมดทุกที่ เราก็ลองเดินหาแถวๆนั้นดูสักพักก็ประจักษ์แน่ชัดแล้วว่า ถ้าเป็นวันหยุดยิ่งวันหยุดยาวแบบช่วงสงกรานต์อย่างนี้ ที่พักถูกจองเต็มตั้งแต่เดือนที่แล้วโน่น โอ้วมายก้อด!!! ผมถึงกับกระแดะอุทานภาษาประกิตกันเลยทีเดียว  แต่ไม่เป็นไร คิดในใจว่าคงไปหานอนเต้นท์เอาเหมือนครั้งที่แล้วก็ได้ แต่เราก็ยังไม่ละความพยายาม จึงเดินดุ่มๆมาเช่ามอเตอร์ไซค์ของลุงที่ขายน้ำแถวนั้น ราคาค่าเช่า300บาทต่อ1วัน1คืน พร้อมน้ำมันเต็มถัง เอาล่ะอยู่กรุงเทพไม่เคยแว้นซ์มาแว้นบนเกาะนี่แหละ( ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวก็ล้านก็เช่ามอไซค์ขับกันทั้งนั้น) จากนั้นก็ลองตระเวนหาที่พัก จนแฟนผมเดินดุ่มๆเข้าไปถามที่ร้านเสริมสวย(ทราบชื่อภายหลังว่าร้านเสริมสวยป้าแก่) ป้าแกน่ารักมาก สอบถามให้ โทรหาที่พักของคนรู้จักให้ แต่ส่วนใหญ่ก็ตอบกลับมาว่าเต็มหมด  แกก็ลองเอาเบอร์มาให้เราลองโทรๆดูปรากฏว่ามีว่างอยู่นึง โอ้วว!!!!สวรรค์มาโปรดแล้ว*-* ที่พักมีชื่อว่า      ไอส์แลนด์ อิน อยู่แถวท่าหน้าบ้านเหมือนกัน ก่อนจะไปยังที่พักเราก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณป้าแก่ ช่างเสริมสวยใจดีประจำเกาะล้าน^-^

ขับมอไชต์มาถึงที่พักก็เช็คอิน ค่าห้อง1000บาทต่อคืนเป็นห้องพัดลม ขอบอกว่าที่นี้บรรยากาศดีมาก ห้องพักติดทะเล ด้านหน้าจะเห็นเกาะครก และฝั่งพัทยา ถือว่าไม่แพงโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเลือกอย่างเราทั้งคู่ แต่เนื่องจากพนักงานยังเก็บกวาดห้องยังไม่เสร็จบอกว่าน่าจะเสร็จประมาณบ่ายโมง ขณะนี้ก็ประมาณเกืบเที่ยงเอง เราจึงไปหาที่กินข้าวกลางวันกันก่อนแล้วค่อยกลับมาที่ห้องพัก ผมกับแฟนจึงตกลงไปกินข้าวกันที่หาดนวล ก็เอาเสบียงจากเป้มา เป็นแกงกะทิยอดมะพร้าว กับแกงส้มปลากับหน่อไม้ พร้อมข้าวเปล่า3ถุงและจานชามที่เตรียมมา (ที่ผมบอกไปแล้วตั้งแต่ย่อหน้าแรกว่าซื้อของกินนิดหน่อยนั่นแหละ)  อายแฟนอยู่เหมือนกันที่ดอดด อุสาหะซื้อแกงจากบางกะปิมากินถึงเกาะล้าน เรียกกันว่าข้ามจังหวัดเลยทีเดียวเชียว แต่แฟนผมเค้าก็เข้าใจ ฮะๆๆ อะไรที่ประหยัดได้ก็สมควรทำ เพราะบอกไว้ก่อนว่าข้าวที่เกาะนี่ค่อนข้างแพง พวกข้าวผัดก็ปาไปจาน50-60แล้ว  ไม่รอช้าเราก็ขับมอไชต์จากที่พักไปหาดนวลกัน ...

หาดนวลช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีคน เหมือนหาดร้าง ไม่มีคนให้บริการพวกเตียงนอนริมหาด ร้านอาหารก็ปิดกัน เหลืออยู่ร้านสองร้าน ดูแล้วหลอนๆยังไงพิกล สืบทราบภายหลังว่าที่หาดนี้กำลังจะปรับปรุงกิจการ มีเจ้าของคนใหม่มาtake over หาดนวลด้วยราคา65ล้าน ช่วงนี้พวกร้านค้า ร้านอะไรต่างๆ จึงยังไม่มีคนมาทำ แต่ก็ดี... สงบสำหรับการทานข้าวของผมในวันนี้ดี555+    กับข้าวจากบางกะปิมันอร่อยมากเมื่อผสมกับบรรยากาศของเกาะล้าน(และความหิวของเราทั้งสอง ) กินข้าวกินขนมกันเสร็จ ก็นอนเล่นชมบรรยากาศสักพักก็ถึงเวลาไปที่พัก.....

ถึงที่พักก็เอาข้าวของเก็บ ห้องก็โอเคอยู่แถมบรรยากาศดีเพราะติดทะเล ลมโกรกเย็นบาย นอนเล่นกันสักพักเราทั้งคู่ก็ออกไปเล่นน้ำ ตอนแรกยังไม่ได้plan ว่าจะไปหาดไหน กะว่า หาดไหนเวิร์ก ก็เล่นหาดนั้นแหละ มีมอไซต์แล้วไม่ต้องกลัวจะแว้นให้ทั่วเกาะเลย ฮิๆๆ (ลืมบอกไปว่าคราวที่แล้วเราเล่นกันที่หาดแสมหาดเดียวและก็พักที่นั่น)

สรุปได้ว่าหาดแรกที่เราไปกันคือหาดตาแหวน หาดสวย น้ำใส ร้านค้าก็เยอะ ที่สำคัญคนเยอะมากที่หาดนี้ แต่เราทั้งคู่ไม่ชอบคนเยอะก็เลยอยู่กันแป้บเดียวก็ไปแว้นกันต่อ .....

ต้องบอกเลยว่าถนนในเกาะล้านค่อนข้างจะโหดอยู่เหมือนกัน อย่างที่ไปหาดตาแหวน ถนนก็ชันพอสมควร ยิ่งไปหาดทองหลางยิ่งแล้วใหญ่ถนนชันมาก หรืออย่างจะขึ้นไปจุดชมวิวก็ชันแถมมีถนนลูกรังผสมอยู่ด้วย เกือบคว่ำอยู่เหมือนกัน ตอนขับขึ้นจุดชมวิวเนี่ย555+

ผลสุดท้ายก็คือได้มาเล่นน้ำที่หาดแสมเหมือนครั้งที่แล้ว แต่หาดแสมช่วงนี้ดูไม่ค่อสวยเลย น้ำขุ่นๆ แล้วก้อนหินก้อนกรวดมาจากไหนมากมายก็ไม่รู้ตรงจุดที่เคยเล่นน้ำกันครั้งที่แล้ว...ผมลองเอาสน็อกเกิลมาดำดูก็ไม่ค่อยเจอปลาเลย อย่างครั้งที่แล้ว ยังเห็นปลา เห็นปลิง เห็นหอยเม่นด้วย  เฮ้อ!!!!ทำไมเปลี่ยนไปเร็วอย่างนี้นะ

แฟนผมเค้าทำหน้าเซ็งๆเพราะผมเล่นผ่าแดดอยู่คนเดียว ให้เค้านั่งกินขนมอยู่ใต้ต้นไม้ เล่นได้ประมาณ30-40นาที ผมเห็นท่าไม่ดีก็เลยชวนแฟนไปที่อื่นต่อ กลัวเค้าเซ็งไปมากกว่านี้

ออกแว้นต่อไป...ขับไปหาดใกล้ๆ ชื่อว่าหาดเทียน โอเคเลย หาดสวย น้ำใส คนไม่เยอะ เราเดินไปแถวๆริมอ่าวเลยไปนั่งใต้ต้นไม้..... ตามฟอร์มเดิม แฟนผมนั่งรอ ผมเล่นน้ำคนเดียวอีกแล้ว...T-Tก็พยายามชวนอยู่หลายครั้งจนsheใจอ่อนเลิกกลัวดำซะที มาเล่นน้ำกัน ประมาณเกือบ5โมงเย็นก็กลับที่พัก

อาบน้ำ เปลี่ยนชุดเป็นที่เรียบร้อย เรื่องอาหารเย็นไม่ต้องห่วง  เราsurvey มาแล้ว  เราขับมอไชต์ไปซื้ออาหารทะเลแถวๆทางไปหาดตาแหวนนั้นแหละ สอบถามมาแล้วที่นั่นถูกสุด  กุ้งตัวโตๆ ปลาหมึกสดๆ กิโลละ200  เราซื้ออย่างละครึ่งโล กับหอยนางรมอีก1ชุด ชุดละ80บาท รวม280บาท สั่งไว้แล้วก็ทิ้งเบอร์โทรกับที่พักไว้ให้ พ่อค้าจะเผาให้แล้วเอาไปส่งกันถึงที่..คุ้มสุดๆ

ระหว่างรออาหารเย็นเราก็ขับรถเล่นไปยังจุดชมวิว ดูพะอาทิตย์ตก เบื้องล่างจะเป็นหาดตาแหวน ผู้คนยังไม่วายตาแม้จะใกล้มืดแล้ว บรรยากาศดีสุดๆ มองไปฝั่งตรงข้ามอีกฝั่งก็เห็นฝั่งพัทยาเมืองศรีวิไลซ์

นั่งเล่นแถวจุดชมวิวสัก15นาทีก็กลับที่พัก รออาหารค่ำ จองโต๊ะที่ระเบียงของที่พักไว้แล้ว บรรยากาศดีเลย ลมเย็น เห็นเรือจอดเรียงราย ขยับสายตาไปอีกนิดก็เห็นฝั่งพัทยาเปิดไฟกันดาษดื่น 

อาหารทะเลมื้อนี้คุ้มสุด กินกัน2คนไม่หมด เหลือกลับไปกินในห้องต่อได้อีก ก่อนนอนก็ไปขับรถเล่นในใจอยากจะเอาไฟฉายไปส่องดูปลา ดูปู ตามแอ่งน้ำช่วงน้ำลด แต่พอดีแฟนเค้ากลัวเพราะมันมืดเเละเปลี่ยวก็เลยอดไป กลับมาแวะซื้อน้ำอัดลมที่7-11 และก็กลับมานอน..........

ลมเย็น เตียงนุ่ม ได้ยินเสียงคลื่น แฟนผมหลับสบายแต่ผมสะดุ้งตลอดคืน เป็นคนไม่ค่อยชินที่จะต้องนอนที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องตัวเอง ตื่นเช้ามาง่วงตามระเบียบ...

ผมตื่นประมาณ6โมง ชวนแฟนออกไปขับรถเล่นอีก(แว้นกันได้อีก)  ขับไปจอดท่าหน้าบ้านดูเรือเอาพวกกุ้งหอยปูปลามาลง พระอาทิตย์กำลังขึ้น...สวยมาก เลยถ่ายรูปเก็บไว้

กลับมากินกาแฟและขนมปังที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ ผมก็เอาสน็อกเกิลติดมือแล้วก็ให้แฟนขับรถเป็นเด็กแว้นมั่ง .....  เมื่อวานเราไปกัน4หาดแล้วคือ หาดนวล หาดตาแหวน หาดเทียน หาดแสม ยังเหลืออีก2หาดที่ยังไม่ได้ไป แฟนผมจึงขับไปที่หาดตายายกัน เวลาประมาณ7.00น.ที่หาดตายาย ยังไม่ค่อยมีคนมาเล่นน้ำ เหมาะเลยผมชอบรรยากาศนี้ หาดที่นี่สวยมาก เป็นหาดเล็กๆ น่าจะเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับหลายๆหาดที่ไปมา น้ำใสที่สุดเลย ผมลองเอาสน็อกเกิลดำแถวๆโขดหินริมอ่าว เจอปลาเยอะแยะ เยอะกว่าทุกๆหาดที่ไปมา สักพักแฟนผมก็ตามลงมาเล่นsheไม่กลัวดำ เพราะนี่มันช่วงเช้าจัดเลย แดดยังไม่แรง สำหรับหาดตายายถือว่าประทับใจสุด สนุกดีที่ได้ดำดูพวกปลา ถ้ามองไปจะเห็นเกาะสากอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นจุดดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น เพราะใกล้เกาะสากกระมัง หาดนี้ปลาถึงเยอะกว่าหาดอื่น ผมเดาว่าอย่างนั้น....แต่ที่หาดนี้ไม่มีปะการังนะ แต่ก็ดูว่าระบบนิเวศสมบูรณ์กว่าหาดอื่น

ประมาณ8โมงหลังจากที่หนำใจจากหาดตายาย เราก็ไปที่หาดทองหลางกันต่อ ทางชันมากๆกว่าทุกๆหาดที่ไปมา แต่แฟนผมก็ถือว่าเก่งเลยล่ะ ที่ขับได้อย่างสบายบรื๋อส์(จริงๆแล้วเธอขับมอไซต์เก่งกว่าผม) หาดทองหลางก็งั้นๆครับ เป็นหาดขนาดเล็กน้ำใส เหมือนกัน แต่ผมชอบหาดตายายมากกว่า เดินไปอีกฝั่ง ก็จะเจอหาดตาแหวน ซึ่งอยู่ติดๆกัน ระหว่างที่เราไปก็เจอคณะนักท่องเที่ยงน่าจะมาจากจีนกลุ่มใหญ่ ซึ่งทัวร์ได้เอามาลงที่หาด ทองหลาง ที่หาดนี้เราไม่ได้เล่นน้ำ เดินเล่นสัก10นาทีก็กลับที่พักกัน

 เตรียมตัวกลับ.......ใจจริงๆอย่างอยู่ต่ออีกสักวัน แต่ด้วยงบประมาณและวลาที่ค่อนข้างจำกัดก็เลยต้องตัดใจกลับกรุงเทพ ออกจากห้องประมาณ10.00น. เอามอไชต์ไปคืนลุงและก็ไปลงเรือกลับฝั่งพัทยา..............คราวหน้าจะมาใหม่อีก*-*

 

 

ปล.คนเกาะล้านน่ารักกันทั้งนั้น ถามอะไรก็ช่วยตอบช่วยหากันดีจริงๆ อัธยาศัยไมตรียิ้มแย้ม ไว้โอกาสหน้าจะไปทักทายใหม่ครับ

 

edit @ 15 Apr 2010 17:18:25 by siclone48

edit @ 15 Apr 2010 17:33:58 by siclone48

edit @ 27 Nov 2010 18:05:08 by siclone48

โทมัส อัลวา เอดิสัน ทดลองด้วยวิธีการต่างๆนับพันนับหมื่นวิธีเพื่อที่จะทำให้หลอดไฟที่เขาตั้งใจประดิษฐ์เปล่งแสงสว่างออกมาได้.... นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปบอกว่าเค้าล้มเหลวเป็นหมื่นครั้งกว่าที่จะทำให้หลอดไฟติดขึ้นมาได้..........แต่เอดิสันไม่คิดอย่างนั้น เขากล่าวว่าเค้าไม่ได้ล้มเหลวเป็นหมื่นครั้ง เพียงแต่เค้ากำลังหาวิธีการที่จะทำให้หลอดไฟติดและเจอวิธีการที่ไม่ควรทำมากกว่าหมื่นวิธีการเท่านั้น..และในที่สุด.......แสงสว่างจากความพยามนับหมื่นครั้งของเขาก็สว่างไสวขึ้นมา 

ตอนนี้วิธีการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตของผมวิธีการที่หนึ่งกำลังจะจบลงแล้ว นับตั้งแต่วันที่ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งพนักงานเร่งรัดหนี้สินของบริทแห่งหนึ่ง....แน่นอนผมรู้แล้วว่าวิธีการที่หนึ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่ควรทำ

แล้วต่อไปวิธีการที่สองคืออะไร????? สิ่งที่ผมกลัวมานานแล้วคือการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ผมเจอและเผชิญหน้ากับมันแล้ว....ผมจะเอายังไงต่อ....ผมรู้ว่าตัวเองต้องเปลี่ยนวิธีการแล้ว แล้ววิธีการต่อไปคืออะไรล่ะ....จริงอยู่ว่าการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและความพยายามคือหนทางของการประสบความสำเร็จ..............เราเคยหาของสักอย่างมั้ย?? ที่บางที่ที่เราค้นจนแทบทุกซอกทุกมุมแล้ว..และแน่นอนว่าเราก็ไม่พบของที่เราต้องการหา เมื่อค้นที่อื่นๆไปได้สักพัก เราก็อดไม่ได้ที่จะกลับมาค้นที่ที่เราค้นไปแล้วอีกครั้งหนึ่งอีก.......ผมรู้ว่าเอดิสันคงไม่ทำอย่างนั้นและผมก็ควรเอาแบบอย่าง

ผมภาวนาให้ตัวเองพบวิธีการต่อไปในอีกไม่ช้า ผมกลัวการเปลี่ยนแปลงแต่ท้ายที่สุดผมก็ต้องยอมรับมัน แน่นอนผมต้องใช้ความพยายามและกำลังใจที่มากขึ้น ถ้าคิดง่ายๆผมก็แค่พบวิธีการที่ไม่ประสบความสำเร็จมาแล้ว1วิธีการ......................

ทุกๆครั้งที่ผมมองหลอดทังสเตนที่เปล่งแสงสีเหลืองนวล  ผมจะขอบคุณคุณ.. เอดิสัน.... คุณเป็นทั้งนักประดิษฐ์และนักคิด และสิ่งที่สำคัญมากๆคือการที่คุณคิดบวกและพยายาม เพราะคุณคงเชื่อว่าความสำเร็จมันคงอยู่ใกล้แค่เอื้มมือเท่านั้น...................................ผมก็เช่นกัน

 

 

 

                                                                                                       ด้วยใจคารวะsiclone48   

music for life and ldea

posted on 22 Nov 2007 16:32 by siclone48

  บางคนง่วนอยู่กับการทำงานการเรียนเพื่อคุณภาพชีวิตทีดี โดยลืมไปว่าบางอย่างบางสิ่งก็มีอิทธิพลต่อชีวิตเราในแง่คุณภาพและความสุขความพอใจ       สิ่งที่กล่าวมาคือดนตรีหรือศิลปะ  แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่หลายคนมักมองข้ามความสำคัญในจุดนี้ คนส่วนใหญ่มีการสนทนาถึงเศรฐกิจการเมืองสังคมและปัจจัยที่5อย่างเงิน  แต่น้อยคนที่จะพูดถึงเรื่องดนตรีเสียงเพลงด้วยใจจริงมิใช่ในทางธุรกิจ

   ดนตรีสำหรับผมจัดว่าเป็นปัจจัยที่6นับจากเงินซึ่งปัจจุบันถือเป็นปัจจัยที่5ที่คนอย่างผมขาดไม่ได้ ไม่น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่ถ้าจะให้นึกถึงปัจจัยที่6ก็คงมักนึงถึง รถยนต์ มือถือ หรืออื่นๆ สิ่งเหล่านั้นไม่ผิดนักที่จะมีคนมองเห็นความสำคัญมากกว่าดนตรี แต่ผมคนนึงที่ยังเชื่อมั่นและยังคงที่จะรักดนตรีต่อไป ดนตรีทำให้เรามีความสุข มีแรงบันดาลใจ มีความรัก มีความเศร้า ดนตรีคือสิ่งที่เกิดมาจากใจของเพื่อนมนุษย์ที่อยากถ่ายทอดและสื่อสารกับบางสิ่งนั่นคือ คนที่รับฟัง  และนี่เป็นเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับมัน

ความสุขของเราในนตอนนี้นับวันยิ่งมีต้นทุนสูง คนมีความสุขยากขึ้นและหมดเงินกับการแสวงหาความสุขมานักต่อนัก สิ่งที่บางคนมองข้ามคือ เขาต้องการอะไร และอะไรที่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ ???//???

    สำหรับผม ผมต้องการจะสื่อสารและรับฟังกับบางสิ่งที่ถือได้ว่ามีและไม่มีตัวตน สิ่งนั้นคือดนตรีและศิลปะ หลายคนถามว่าเราแต่งเพลงเพื่ออะไร??? สิ่งนี้มีคำตอบที่ว่า เราอยากจะมีสิ่งบางสิ่งที่เราไว้ใจได้มารับรู้ถึงความรู้สึกของเรา นั่นคือดนตรี! ดนตรีคือเพื่อนสนิทที่ไม่เคยหักหลัง และพร้อมรับฟังเสมอ เพลงหลายเพลงเกิดจากชีวิตจริงที่นักแต่งเพลงสื่อสารถึงเพื่อนที่ชื่อดนตรีคนนี้เพราะเขารู้สึกไว้ใจและอยากถ่ายทอดออกมา สิ่งที่เราฟังผ่านดนตรีที่เขาแต่งออกมาคือผลพลอยได้ในความจริงใจของเพลง และเมื่อใครสักคนถามว่าเราฟังดนตรีเพื่ออะไร ?? บางทีทุกคนก็มีคำตอบอยู่แล้วว่า เราเสพดนตรีเพื่อรับฟังความคิดของคนอื่นที่สื่อสารออกมาโดยช่องทางหนึ่งเพื่อจรรโลงจิตใจ นั่นคือคำตอบที่เป็นพื้นของคำตอบง่ายๆที่หลายคนตอบว่า เพราะอยากคลายเครียด ฟังเพื่อสนุก หรือออกหักแล้วอยากฟังเพลง นั่นคือเรารับรู้ถึงประสบการณ์ที่ถ่ายทอดออกมาซึ่งอาจจะตรงกับประสบการณ์ของเรา เราจึงอาจมีความรู้สึกเช่นนี้ นั่นคือคำพูดที่ว่า เพลงนี้โดนว่ะ <ผมก็เคยเป็น> นั่นคือความรู้สึกที่เพลงเข้าใจหัวอกเรา555555แปลกไหมล่ะ =ชีวิตคนก็เหมือนๆดนตรี มีช้ามีเร็ว มีสนุกมีเศร้าและแน่นอนสุดท้ายชีวิตทุกคนก็ไม่แตกตางกันมากนักเพียงแต่ใครจะพอใจในจุดไหนของช่วงชีวิต เหมือนกับทีเราชอบดนตรีเพียงบางท่อนของเพลงบางเพลง......................................ด้วยความปราถนาดีจากsiclone48